รักษาสมดุลลำไส้ด้วยโพรไบโอติก

โพรไบโอติก คือจุลินทรีย์มีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในร่างกาย ช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการเกี่ยวกับภาวะในลำไส้ได้ มักพบมากในบริเวณระบบทางเดินอาหาร จุลินทรีย์ชนิดนี้ทนทานต่อกรดและด่าง และนับเป็นจุลินทรีย์ประเภทที่มีประโยชน์ ทำหน้าที่คล้ายกับเกราะที่ยึดเกาะอยู่กับเยื่อบุลำไส้ คอยสร้างสารออกมาช่วยกำจัดจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ ได้ หากมีในปริมาณที่เพียงพอจะมีส่วนช่วยในการดูดซึมสารอาหาร สังเคราะห์วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย และยังช่วยปรับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สมดุลได้อีกด้วย ส่วนใหญ่แล้วเราจะพบโพรไบโอติกในอาหารประเภทหมักดองหลายประเภท  แต่ก็มักจะมีส่วนผสมอื่น ๆ แฝง และไม่เหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำตาลหรือไขมัน ดังนั้น โพรไบโอติกในรูปแบบอาหารเสริมจะช่วยให้ร่างกายได้ดูดซึมโพรไบโอติกอย่างเต็มที่มากขึ้น วันนี้เราจึงได้รวบรวมยี่ห้อโพรไบโอติกมาแนะนำกันเลย 

 Interpharma Probac 7

มีจุลินทรีย์มาให้ถึง 6 ชนิด นอกจากนี้ยังมีพรีไบโอติกมาให้ในส่วนผสมเพื่อช่วยให้โพรไบโอติกที่คุณดื่มเข้าไปนั้นทำงานได้ดียิ่งขึ้น หลายคนค้นพบว่าช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้อย่างเห็นผล ทำให้การขับถ่ายนั้นเป็นไปอย่างถูกสุขอนามัย อีกทั้งยังบรรเทาอาการกรดไหลย้อนสำหรับผู้ที่มีปัญหาดังกล่าวบางส่วนอีกด้วย

Chame 1 Day Fiber Syn12

คนที่ปัญหาท้องผูก อุจจาระแข็ง ไม่ค่อยทานผักผลไม้ หรืออาหารที่มีกากใย จะทานโพรไบโอติก ยี่ห้อไหนดี ลอง Chame 1 Day fiber Syn12 เลยค่ะ ได้ผลดีและปลอดภัยกว่าการทานยาระบาย เพราะเขามีไฟเบอร์ ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย แบบไม่ทำให้ปวดบิด และยังมีทั้งโพรไบโอติก และพรีไบโอติก ที่จะทำงานร่วมกันเพื่อสุขภาพที่ดีของลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง

Lacto-Fit Probiotic

โพรไบโอติกเกาหลีตัวดังในโซเชียล เพราะมีทั้งโพรไบโอติกชนิดแล็กโทบาซิลลัส 5 สายพันธุ์ มีจุลินทรีย์กว่า 1,000 ล้านตัว พร้อมด้วยพรีไบโอติก ที่เคลมว่าเป็นสูตรเฉพาะของแล็กโตฟิตเท่านั้น ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล โดยโพรไบโอติกยี่ห้อนี้เน้นในเรื่องขับถ่ายคล่องตัว ดูแลลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกัน พร้อมกับช่วยดูแลผิวพรรณ

โปรบิแล็ค โพรไบโอติกและอินูลิน

ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกและพรีไบโอติก ประกอบไปด้วยโพรไบโอติก 2 สายพันธุ์ คือ แล็กโทบาซิลลัส รามโนซัส (LGG) ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และบิฟิโดแบคทีเรียม อะนิมอนิส (BB-12) ช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย พร้อมอินูลินซึ่งเป็นอาหารของโพรไบโอติก แต่ละซองมีจุลินทรีย์ที่มีชีวิต 2,000 ล้านตัว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน

Explore More

คู่มือดูแลผิวหน้าตามช่วงอายุ: วัย 20s ถึง 50s ต่างกันอย่างไร?

ดูแลผิวหน้า

ผิวหน้าของเราเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงวัย การดูแลผิวแบบ “One-Size-Fits-All” จึงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป การบำรุงผิวอย่างมีประสิทธิภาพต้องสอดคล้องกับความต้องการเฉพาะเจาะจงของผิวในช่วงอายุปัจจุบัน เพื่อชะลอสัญญาณแห่งวัยและรักษาสุขภาพผิวให้ดีที่สุด บทความนี้จะเจาะลึกความแตกต่างของโครงสร้างผิวในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ 20s จนถึง 50s และแนะนำวิธีการดูแลที่ชาญฉลาดที่สุด วัย 20s: เน้นป้องกันและรักษาสมดุล (The Prevention Decade) ช่วงวัย 20 ปี เป็นช่วงที่ผิวอยู่ในสภาพดีที่สุด คอลลาเจนและอีลาสตินยังผลิตได้อย่างเต็มที่ ปัญหาที่พบบ่อยคือ สิว และ รอยสิว รวมถึงความประมาทในการป้องกันผิวจากปัจจัยภายนอก ความต้องการของผิว: การดูแลผิวที่แนะนำ:

สครับผิวบ่อยแค่ไหนถึงจะพอดี? เคล็ดลับเผยผิวสวยใสที่คุณไม่ควรมองข้าม

การสครับผิว

การสครับผิว หรือการขัดผิว เป็นขั้นตอนสำคัญในกิจวัตรการดูแลผิวที่หลายคนชื่นชอบ เพราะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว สิ่งสกปรก และไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่บนชั้นผิว เผยผิวใหม่ที่นุ่มนวล เรียบเนียน และดูกระจ่างใสยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การสครับยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวดูมีชีวิตชีวา และที่สำคัญคือช่วยให้ครีมบำรุงผิว หรือโลชั่นที่คุณใช้สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการสครับผิวจะมีประโยชน์มากมาย แต่คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ “ควรสครับผิวบ่อยแค่ไหนถึงจะพอดี?” เพราะหากทำบ่อยเกินไป หรือสครับแรงเกินไป ก็อาจส่งผลเสียต่อผิวได้เช่นกัน ทำความเข้าใจสภาพผิว: กุญแจสู่ความถี่ที่เหมาะสม ความถี่ในการสครับผิวที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับ สภาพผิว ของแต่ละบุคคลเป็นหลัก การทำความเข้าใจและสังเกตปฏิกิริยาของผิวหลังการสครับคือสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม ข้อสังเกต: หากคุณเพิ่งเริ่มต้นสครับผิว หรือไม่แน่ใจว่าผิวของคุณจัดอยู่ในประเภทใด

เมื่อธรรมชาติเยียวยาผิวได้ดีกว่าสารเคมี

สกินแคร์จากธรรมชาติ

ในยุคที่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเต็มไปด้วยสารเคมีมากมาย หลายคนเริ่มหันกลับมาให้ความสนใจกับการดูแลผิวด้วยวิธีธรรมชาติมากขึ้น ไม่เพียงเพราะความปลอดภัยและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเพราะประสิทธิภาพที่ไม่แพ้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเคมี ธรรมชาติได้มอบทางเลือกที่อ่อนโยนและมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูและบำรุงผิว ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร น้ำมันธรรมชาติ หรือส่วนผสมจากพืชต่างๆ ล้วนมีคุณสมบัติที่ช่วยเยียวยาผิวได้อย่างน่าอัศจรรย์ บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเหตุผลที่ธรรมชาติอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการดูแลผิวของคุณ อันตรายแอบแฝงจากสารเคมีในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของสารเคมีมักมีส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวและสุขภาพในระยะยาว สารกันเสียอย่าง Parabens ที่พบได้ทั่วไปในเครื่องสำอางมีการศึกษาพบว่าอาจรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมนในร่างกาย ขณะที่สาร Sodium Lauryl Sulfate (SLS) ที่ทำให้เกิดฟองในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสามารถทำลายชั้นไขมันธรรมชาติบนผิว ทำให้ผิวแห้ง ระคายเคือง และอ่อนแอลง นอกจากนี้ น้ำหอมสังเคราะห์ที่ใส่เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอมก็เป็นสาเหตุหลักของอาการแพ้และระคายเคืองผิว โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวบอบบางหรือเป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีเหล่านี้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวและก่อให้เกิดปัญหาผิวเรื้อรังที่ยากต่อการรักษา คุณสมบัติเยียวยาของสารสกัดธรรมชาติ สารสกัดจากธรรมชาติมีคุณสมบัติพิเศษในการเยียวยาผิวที่สารเคมีสังเคราะห์ไม่สามารถเลียนแบบได้